เหรียญหลวงปู่มั่น

"ประวัติการสร้างเหรียญหล่อหมดห่วง จารึกลายมือลายเซ็น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"

          อนุสรณ์ 150 ปีแห่งชาติกาล และบุคคลสำคัญของโลก พ.ศ.2563 รวบรวม,เรียบเรียงโดย นวเรศ วิมล (เนาว์ นรญาณ) "แนวคิดและการแรงบันดาลใจในการจัดสร้าง" แม้จะได้เคยได้ฟังได้ยินว่า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบุพพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานจะเคยมีหรือเคยทำพระเครื่องรางให้แก่ผู้ศรัทธามาก่อนหน้า  แต่ก็ยากที่จะมีใครเชื่อถือเป็นการสาธารณะได้ เพราะภาพลักษณ์ที่ปรากฏแก่มหาชนทั่วไป  ท่านพระอาจารย์มั่นดูเหมือนจะเป็นพระนักปฏิบัติที่เน้นการภาวนาแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ใส่ใจและยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังด้วยประการใดๆ ยกเว้นแต่ผู้ที่ออกมายืนยันว่า "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" เคยสร้างและเสกเครื่องรางของขลังจริงๆ อย่าง"ชัดเจน" ,"ตรงไปตรงมา" และ"มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด" ก็คือ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่" ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มั่นองค์หนึ่งนั่นเอง
          โดยสมัยที่หลวงปู่สิมยังดำรงขันธ์อยู่ มีคนนำเหรียญ"ป.มาลากุล" มาให้หลวงปู่สิมเสก แต่หลวงปู่สิมไม่เสกให้และแทนที่คนนำเหรียญ"ป.มาลากุล" มาให้หลวงปู่สิมเสก แต่หลวงปู่สิมไม่เสกให้จะเสียอกเสียใจ กลับยิ้มร่าออกมาในทันที ก่อนออกปากในที่นั้นนั่นเองว่า "เอ้อ หลวงปู่ท่านรู้จริงนะ เลยไม่ยอมเสกทับพระที่หลวงปู่มั่น อาจารย์ของท่านเสกให้..!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
          นั่นคือเหตุการณ์จริงที่ผมอยู่ร่วมในวาระนั้นด้วย จึงได้เห็น"กับตา" และ "ได้ยินกับหู" แบบเต็มๆ ตอนนั้น ยังแอบนึกประหลาดใจไม่น้อยเลยว่า "พระที่ออกแนวปฏิบัติล้วนๆอย่างหลวงปู่มั่นนี่ เสกพระด้วยหรือนี่..????????????????????????" เพราะในยุคสมัยนั้น แทบไม่มีพระเถรานุเถระที่เป็นศิษย์สายตรงในหลวงปู่มั่นองค์ใดๆออกมาพูดเรื่องแบบนี้ จะเป็นด้วยความเคารพ ความเกรงใจ หรือความเกรงกลัว ด้วยประการใดๆ ก็สุดที่จะคาดเดาได้ จนทำให้คนหลายๆคนเชื่อว่า "หลวงปู่มั่น" ไม่เคยยุ่ง ไม่เคยเกี่ยว ไม่เคยทำเรื่องเกี่ยวกับ"เรื่องแบบนี้"แม้แต่น้อย ต่อมา ก็ได้เห็นจากข้อเขียนของ"พี่อำพล เจน" ในนิตยสารศักดิ์สิทธิ์เมื่อราวปีพ.ศ. 2536 ต้นๆ
         ข้อความที่พี่อำพล เจนเขียน เท่าที่จำได้ มีประมาณความว่า "ครั้งหนึ่ง มีนายทหารอากาศคนหนึ่งไปถามหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรว่า หลวงปู่มั่นเคยทำพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังหรือไม่..????????????????" เมื่อได้ฟัง หลวงปู่สิมก็ตอบนายทหารอากาศท่านนั้นไปว่า "มี" และ "หลวงปู่มั่นเคยทำตะกรุด สมัยสงครามโลกน่ะ" พร้อมนั้น หลวงปู่สิมยังได้เอานิ้วชี้ยื่นออกมา ก่อนบอกว่า "ตะกรุดที่หลวงปู่มั่นทำ ขนาดประมาณนิ้วชี้ของหลวงปู่นี่แหละ..!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" แต่ก็อย่างที่ว่านั่นแลถึงแม้หลวงปู่มั่นจะมี"ของขลัง"ก็จริงแต่ก็ "มีน้อยเกิน" ทำให้ "มี ก็เหมือนไม่มี" เรื่องก็เลยออกจะ"เงียบ"เกินไป เมื่อเทียบกับเกียรติคุณอันสูงใหญ่ปานมหาภูผาหลวงอย่างเทียบกันไม่ได้ผู้คนก็เลยลืมเลือนเรื่อง "ของดี หลวงปู่มั่น" ไปทุกทีๆ แต่แม้จะมี"หลักฐาน"รองรับถึงเพียงนั้น การยอมรับของสังคมวงกว้างในเรื่องดังกล่าว ก็ยัง "กลัวๆกล้าๆ" แบบ "ไม่เต็มร้อย" อยู่นั่นเอง
          จนกระทั่งหนังสือ "บูรพาจารย์" ที่ตีพิมพ์โดย"มูลนิธิหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"ได้ตีพิมพ์ออกมาเมื่อราวปี พ.ศ.2544 และมีการตีพิมพ์เรื่อง"กำลังใจ" ที่ว่าด้วย "ผ้ายันต์ลายมือหลวงปู่มั่น" ที่ทำแจกผู้ศรัทธาสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ก็ "กลับตาละปัตร" ในทันใด ทำให้ "ของดี หลวงปู่มั่น"กลายมาเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า "มีจริง ทำจริง" แต่บัดนั้น อีกทั้งยังเสมือนเป็นเครื่องยืนยันและรับรองว่า สิ่งที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรเคยกล่าวไว้เมื่อครั้งกระนั้น เป็น"ความจริงแท้" ทุกประการ ไม่ผิดแล้ว
          และในฐานะที่ส่วนตัว เป็นเสมือน "หลานศิษย์ หลวงปู่มั่น" โดยผ่านจากการที่เคย "ยกพานถวายตัวเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ"กับ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่" ซึ่งเป็นศิษย์ชั้นสูงในท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาแต่ก่อน  เมื่อได้เห็นเรื่อง "กำลังใจ" ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ "บูรพาจารย์" พร้อมภาพ "ผ้ายันต์ลายมือ" และ "ลายเซ็น" ของหลวงปู่มั่น ที่ปรากฏในหนังสือเล่มเดียวกันแต่ครั้งนั้น  พลันก็เกิด "ไอเดีย" และ "แรงบันดาลใจ" บางอย่างขึ้นมาโดยฉับพลันทันใด
          แนวคิดที่จะออกแบบ,สร้าง"เหรียญหลวงปู่มั่น" ที่มีทั้ง "ลายมือเขียนยันต์" และ "ลายเซ็น" ของหลวงปู่มั่นให้ครบถ้วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ จึงพลันฉายแสงขึ้นในมโนนึกอย่างแรงกล้า แต่บัดนั้นและเริ่มลงมือทำจริงเป็น "เหรียญปั๊ม" เป็น "ครั้งแรก" เมื่อปี พ.ศ.2546 ในคราวมีประกอบพิธีบรรจุพระทันตธาตุ หลวงปู่มั่น และยกช่อฟ้า พระวิหาร หลวงปู่มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่นั่นเอง
          ซึ่งปัจจุบัน เหรียญลายมือลายเซ็น หลวงปู่มั่น รุ่นแรก (ปั๊ม) พ.ศ.2546 นั้น ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเหรียญยอดนิยมของพระเครื่องสายพระกรรมฐานในยุคปัจจุบันนี้ที่ทั้งหาได้ยาก,มีประสพการณ์สูง และมีค่านิยมไม่น้อยไปเรียบร้อยแล้ว
          จนกระทั่งกาลเวลาได้ผ่านมาจนถึงปลายปี พ.ศ.2562 ได้มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่า ทาง"ยูเนสโก" สหประชาชาติ จะได้ประกาศยกย่องให้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพในต้นปีหน้า ซึ่งเป็นวาระที่หลวงปู่มั่นจะมีอายุแห่งชาติกาลครบ 150 ปีในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2563 อีกด้วย ซึ่งนับเป็นข่าวมหามงคลที่ควรแก่การอนุโมทนายินดีและปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
         โดยส่วนตัวของผู้สร้าง ซึ่งในเวลานี้  นอกจากจะเป็นทั้ง "หลานศิษย์ หลวงปู่มั่น" โดยผ่านจากการที่เคย "ยกพานถวายตัวเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ"กับ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่" เมื่อต้นปีพ.ศ.2535 แล้ว   ก็ยังมีฐานะเป็น "หลานปู่" โดยการกล่าวคำถวายตัวเป็น "ลูก" หลวงตามพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี กับคณะของ"คุณหลวง" และ "ทหารเรือผู้ไม่มีวาสนา" เมื่อกลางปีพ.ศ.2553  จึงเห็นสมควรที่จะสร้างวัตถุอนุสรณ์ในวาระอันสำคัญยิ่งยวดดังกล่าวในทันที และนี่ ก็คือปฐมกำเนิดแห่งการสร้าง "เหรียญหล่อหมดห่วง จารึกลายมือลายเซ็น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อนุสรณ์ 70 ปีแห่งนิพพานกาล ,150 แห่งชาติกาล และบุคคลสำคัญของโลก พ.ศ.2563" ซึ่ง "ถอดแบบ"มาจากเหรียญลายมือลายเซ็น(ปั๊ม) พ.ศ.2546 มาทั้งหมด แต่ให้ "ตัดบ่วงห่วงอาลัย"ออกให้จนสิ้นคงเหลือแต่เหรียญรูปไข่"ไม่มีห่วง"ล้วนๆแทน ณ กาลบัดนั้น

แต่.......

          ในการนำ "ลายมือเขียนยันต์หลวงปู่มั่น" ที่เดิมเขียนใน "ชายผ้า" ทรงไม่ได้มาตรฐานปกติ  จึงมีความไม่สม่ำเสมอในแถวและจังหวะ มาใส่ในองค์พระหรือเหรียญที่มีรูปแบบตายตัว ย่อมมิใช่เรื่องง่ายๆ ถ้าเป็นหม่องอื่นคนอื่น คงเอา"พระยันต์ไขว้พญายูงทอง" ลายมือหลวงปู่มั่น มาลงในพระในเหรียญหรือผ้ายันต์แบบ "กงๆ" หรือ "ทั้งดุ้น" ส่วนจะ "เวิร์ค" และ เข้ากันโดย "รูปแบบ" หรือ "สุนทรียศิลป์"หรือไม่ คงต้องไปว่ากันอีกทีโดยแน่ แต่...ย่อมมิใช่ "หลานศิษย์" และ "หลานปู่"  คนที่หลวงปู่สิมเคยปรารภต่อหน้าเป็นเชิงให้กำลังใจมาแต่ครั้งกระนั้นว่า "พระพุทธเจ้า กว่าจะสำเร็จได้ สร้างพระมานับไม่ถ้วน" คนนี้เป็นแน่แท้ ว่าแล้ว ก็ลงมือ "เรียบเรียงสายประสาน" พระยันต์ "โมรปริตร"ใหม่ โดยให้เข้ากับรูปทรงเหรียญรูปไข่ จาก "ผ้ายันต์ลายมือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" แท้ๆ ล้วนๆใหม่ทั้งหมด ในเหรียญลายมือลายเซ็น(ปั๊ม) รุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ.2546 พิธีสมโภชพระทันตธาตุและยกช่อฟ้าพระวิหารหลวงปู่มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ โดยมี "ตุ๊เจ้าหลวงมหาบัว" เป็นองค์ประธานประกอบพิธีอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด และมาทำซ้ำแบบ"หมดห่วง" ในปีพ.ศ.2563 อีกวาระ ซึ่งอาจจะ"เหนือชั้น"กว่า ตรงที่มีชนวนที่"หลวงปู่มั่นเททอง" และ "เล่นฤทธิ์" แสดงกำลังของจิตให้คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำได้ประจักษ์และมั่นใจแบบ"ตรงๆ" หล่อหลอมผสมผสานในเนื้อหาอีกด้วย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวาระที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตมีชาติกาลครบ 150 ปี และได้รับการยกย่องเป็น "บุคคลสำคัญของโลก" สาขา "สันติภาพ" อันควรค่าแก่การอนุโมทนาสาธุการด้วยเป็นที่ยิ่งแล้ว พระคาถาพญายูงทอง "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา " พระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ภูริทตฺโต) ส่วนมากให้ความสำคัญในการบริกรรมพระคาถาบทหนึ่ง คือ พระคาถาโมรปริตรหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "พระคาถาพญายูงทอง" เป็นคาถาที่ปรากฏในตำนานโมรปริตร (อุเทตะยัญจักขุมา) ซึ่งเป็นนิทานชาดก โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพญานกยูงทอง โดยคาถานี้เป็นคาถาที่ปรากฏอยู่บนหลังเหรียญเกือบทุกรุ่นของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร โดยหัวใจของคาถาบทนี้คือ นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา อันมีความหมายว่า ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่ผู้หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่ธรรมอันหลุดพ้น ผ้ายันต์ลายมือพระอาจารย์มั่น เกิดขึ้นสมัยสงครามโลก โดยบรรดาศิษย์ท่านทั้งหลายมาขอของป้องกันตน ท่านจึงให้ท่องคาถาพญายูงทอง แต่บางคนเอาผ้ามาให้ท่านจาร ท่านก็เมตตาจารให้?โดยตารเป็นคาถาพญายูงทอง ปรากฏว่าให้ผลดีมากทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยปราศจากอันตรายใดๆกล้ำกราย
          นอกจากจะพบคาถานี้บนหลังเหรียญแทบทุกรุ่นของท่านพระอาจารย์ฝั้นแล้ว ยังพบคาถาบทนี้ในตะกรุดอีกด้วย ทั้งนี้ได้มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์จำนวนมากไปหาอาจารย์ฝั้น ให้ทำตะกรุดให้ โดยจัดหาแผ่นโลหะทองเหลือง ทองแดง ตะกั่วไปพร้อม ท่านก็มีเมตตาจารให้ทุกคน โดยท่านจะจารพระคาถาเป็นภาษาขอม ลาว อ่านว่า นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา โดยส่วนใหญ่บางครั้งอาจมีหัวใจคาถาอื่นเพิ่มเติมบ้าง เช่น นะโมพุทธายะ และ นะมะพะทะ ผนวกเข้าไว้ก็ได้ ตะกรุดของพระอาจารย์ฝั้นบางคนก็เอาไปปิดเสาเรือน บางคนก็พกพาไว้ติดตัว โดยมีความเชื่อว่า สามารถกันไฟ กันฟ้าผ่า รวมทั้งแคล้วคลาด
          โมรปริตร ปรากฎอยู่ในโมรชาดก (ว่าด้วยนกยูงเจริญพระปริตต์) ในหมวดชาดก ขุททกนิกาย ของพระสุตตันตปิฎก ปรากฎเป็นคาถา มีจำนวนทั้งสิ้น 4 บท คาถาโมรปริตรนี้มีลักษณะฉันทลักษณ์ที่ผสมผสานกัน อาทิบาทแรกของบทแรก มีฉันทลักษณ์แบบตุฏฺฐภะ กล่าวคือ "อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา" อย่างไรก็ตาม ในบาทต่อๆ มามีการผสมผสานฉันทลักษณ์อื่นๆ ซึ่งไม่สามารถสรุปรูปแบบได้ ยกเว้นบาทที่ 3 ของบทที่ 2 ที่ว่า "นมตฺถุ พุทฺธานัง นมตฺถุ โพธิยา" นั้นใช้ฉันทลักษณ์แบบชคตี ซึ่งมักใช่ร่วมกันกับตุฏฺฐภะ
          เนื่องจากคาถาที่ปรากฎในหมวดชาดก ขุททกนิกาย ไม่ปรากฎที่มาและรายละเอียเพิ่มเติม ในเวลาต่อมาพระเถราจารย์จึงได้รจนาอรรถกถาอธิบายเนื้อความและเรื่องราวเบื้องหลังของคาถาในชาดกต่างๆ เรียกว่า ชาตกัฏฐกถา โดยในส่วนโมรปริตร หรือโมรชาดกนั้น พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเนื้อความอันเป็นเหตุแห่งชาดกไว้ว่า ชาดกนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ณ เมืองสาวัตถี มีเหตุเกี่ยวกับพระภิกษุเกิดความกระสันเนื่องจากเห็นสตรีตกแต่งร่างกายงดงาม จึงตรัสว่ามาตุคามว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อพรหมจรรย์ จากนั้นจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า ดังนี้ว่า
          เนื้อความในอรรถกถา ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกยูง ในเวลาเป็นฟอง มีกระเปาะฟองคล้ายสีดอกกรรณิการ์ตูม ครั้นเจาะกระเปาะฟองออกมาแล้ว มีสีดุจทองคำ น่าดู น่าเลื่อมใส มีสายแดงพาดในระหว่างปีก. นกยูงนั้นคอยระวังชีวิตของตน อาศัยอยู่ ณ พื้นที่เขาทัณฑกหิรัญแห่งหนึ่ง ใกล้แนวเขาที่สี่เลยแนวเขาที่สามไป. ตอนสว่าง นกยูงทองจับอยู่บนยอดเขา มองดูพระอาทิตย์กำลังขึ้น เมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐ เพื่อรักษาป้องกันตัว ณ ภูมิภาคที่หาอาหาร จึงกล่าวคาถา (แสดงความนอบน้อมต่อดวงอาทิตย์) ครั้นนอบน้อมพระอาทิตย์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว จึงนมัสการพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้วในอดีต และพระคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยคาถาที่สอง (ดังที่ปรากฎในโมรชาดก) นกยูงนั้น ครั้นเจริญพระปริตร คือการป้องกันนี้แล้ว จึงพักอยู่ ณ ที่อยู่นั้น. ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนี้ นกยูงมิได้มีความกลัว ความสยดสยอง ตลอดคืนตลอดวัน